วันศุกร์ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

น้ำใจกระทิง(01)

น้ำใจกระทิง(01)



ในอดีตกาลพระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพระยากระทิง มีสีเหมือนทอง เฉลียวฉลาด แข็งแรง ว่องไว อาศัยอยู่กับบริวารในป่าหิมพานต์ ได้หลีกจากฝูงไปหากินอาหารในที่ที่มีหญ้าและใบไม้อุดมสมบูรณ์แต่ลำพัง

วันนั้นพระเจ้าพรหมทัตพร้อมด้วยบริวารเสด็จประพาสป่าเพื่อล่าเนื้อ ไปถึงย่านที่พญากระทิงออกหากิน ก็ตรัสสั่งให้หยุดพักเพื่อเตรียมการและให้แจกจ่ายอาวุธแก่ผู้ตามเสด็จจนครบถ้วน แล้วกระจายกำลังเป็นพวกๆมุ่งหน้าสู่ป่าลึกตามลำดับ

ขณะที่พระราชาเสด็จนำหน้า ได้ทอดพระเนตรเห็นสัตว์ขยาดใหญ่ตัวหนึ่ง ลักษณะสวยงาม มีสีคล้ายทอง กำลังยืนอยู่ในระหว่างต้นไม้ จึงตรัสถามอำมาตย์ที่ตามเสด็จว่าท่านเห็นสัตว์นั้นไหม

เห็น พระเจ้าข้า
เขาเรียกว่าอะไร
กระทิงทอง ท่าทางแข็งแรง มีกำลังมากทีเดียว ท่านไปบอกพวกบริวารที่อยู่ทางปีกซ้ายและปีกขวา กระจายกำลังวิ่งไปดักข้างหน้า ต้อนเข้ามาให้อยู่ในวงล้อม อย่าให้หนีรอดไปได้

ครั้นกระทิงตกอยู่ในวงล้อมแล้ว จึงตรัสว่าทุกคนระวังให้พร้อม กระทิงออกทางผู้ใด ผู้นั้นต้องได้รับโทษ
ทุกคนกลัวว่ากระทิงจะวิ่งออกทางที่ตนอยู่ ต่างก็จัดการป้องกันจนสุดความสามารถ โดยตัดไม้มาทำเป็นเครื่องกีดขวาง ยืนชิดติดกัน เตรียมคันศรและลูกศรให้พร้อม ทั้งส่งเสียงไล่และตีป่าอย่างสนุก

ฝ่ายกระทิง พอได้ยินเสียงคนจำนวนมากก็ตกใจ หาทางจะหลบหนี ยืนหันหน้าหันหลัง มองไปทางไหนก็เห็นคนยืนล้อมอยู่หนาแน่น ถืออาวุธครบมือ เมื่อจวนตัวจึงวิ่งวนไปมา พอมองไปทางพระราชาก็เห็นชิองว่างพอจะหนีรอดออกไปได้ จึงมุงหน้าวิ่งตรงไปทางนั้น ครั้นกระทิงวิ่งเข้าไปใกล้ พระราชาทรงโก่งคันศรยิงไปทันที กระทิงหลบลูกศรจนล้มลงกับพื้น

นี่แน่ เห็นไหม ฝีมือเราแม่นขนาดไหน ดูเอาเถอะ พระองค์ตรัสด้วยความดีพระทัย แล้วเสด็จเข้าไปจับ ทันใดนั้นกระทิงก็รีบลุกขึ้นวิ่งเผ่นหนีเข้าป่าอย่างรวดเร็ว

พวกข้าราชบริพารทั้งหลาย คิดว่าพระราชาฆ่ากระทิงได้แล้ว ต่างก็ผละจากวงล้อมตรงมาหาพระราชา
กระทิงไปไหนเสียเล่า คนหนึ่งถาม
เปิดหนีเข้าป่าไปแล้ว อีกคนหนึ่งตอบ
หนีออกทางใคร
ทางพระราชา
เป็นไปได้หรือ ทุกทีเห็นทรงยิงแม่นเหลือเกิน
ยิงถูกแผ่นดิน มันก็แม่นนะซี
ไม่แน่นะ บางทีพระองค์อาจมีความกรุณา แกล้งยิงไม่ให้ถูกกระทิงก็ได้

------------------

แหล่งข้อมูล : นิทานชาดก ชุด สัตว์ป่าหิมพานต์
เขียนโดย: นาวาเอกแพง อ่อนละออ
ภาพโดย: ธนารัชต์ โสตะจินดา

น้ำใจกระทิง(02)

น้ำใจกระทิง(02)



พระราชาทรงสดับคำเย้ยหยัน ละอายพระทัย ทรงดำริด้วยมานะกษัตริย์ว่า คนจำพวกนี้มันไม่รู้ความสามารถของเรา เราจะแสดงฝีมือให้มันดู ทรงรีบถือคันศรออกติดตามกระทิงไปทันที กระทิงวิ่งหนีอย่างไม่คิดชีวิต พระราชาก็ทรงตามไม่ลดละ

ขณะที่พระราชาทรงติดตามกระทิงไปอย่างกระชั้นชิดนั้น สิ่งที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น คือตรงหน้ามีหลุมดินขนาดใหญ่ลึก 60 ศอก มีน้ำขังอยู่ครึ่งหลุม มีหญ้าและเถาวัลย์ปกคลุม ครั้นกระทิงวิ่งไปถึงที่นั่น ได้กลิ่นเหม็นเน่าก็หลบห่างไม่ไปตรง

ส่วนพระราชาไม่ทรงชำนาญทาง วิ่งตรงไป จึงพลัดตกลงไปในหลุม แซ่อยู่ในน้ำโสโครก พยายามปีนป่ายอย่างไรก็ไม่มีทางขึ้นมาได้ ทำให้แสบคันพระวรกายและสูดดมกลิ่นเหม็น ได้รับทุกขเวทนาอย่างแสนสาหัส

กระทิงไม่ได้ยินเสียงพระราชาติดตามไป จึงเหลียวหลังมองกลับมา รู้ว่าพระราชาตกลงไปในหลุม จึงย้อนกลับมาดู ได้ยินเสียงร้องขอความช่วยเหลือ ยืนที่ปากหลุม กราบทูลว่า ข้าแต่สมมุติเทพ ขออย่าทรงตกพระทัยเลย ข้าพระพุทธเจ้าจะช่วยเหลือ

ข้าแต่พญากระทิง ผู้มีใจอารี ขอท่านได้หาทางช่วยเหลือข้าพเจ้าด้วยเถิด ถ้าได้รับความปลอดภัย จะไม่ลืมคุณท่านเลย พระราชาทรงอ้อนวอน

ต่อจากนั้น กระทิงทูลพระราชาให้ทรงหลบที่ข้างหลุมซีกหนึ่ง แล้วกลิ้งก้อนหินลงไปในหลุมให้ตื้นเขิน จนพระราชาสามารถขึ้นมาได้ เลียพระวรกายให้สะอาด ให้ทรงพักผ่อนจนสำราญ พระราชาทรงตื้นตันในพระทัย ตรัสอะไรไม่ได้มาก มีพระราชดำรัสเพียงว่า ขอบคุณท่านเหลือเกิน ที่ช่วยชีวิตเราไว้ได้อย่างปลอดภัย

นับเป็นบุญวาสนาของข้าพระองค์ ที่ได้เห็นพระราชาด้วยตาตัวเอง แม้จะไม่ได้มีโอกาสฉลองพระเดชพระคุณ ที่ตนอาศัยแผ่นดินราชอาณาจักร แต่ก็ยังได้ช่วยเหลือใต้ฝ่าละอองธุลีพระบทตามสติปัญญา
กราบทูลแล้ว กระทิงก็น้อมตัวลงทูลเชิญให้พระราชาประทับบนหลังของตน นำไปส่งจนถึงใกล้ที่พักของข้าราชบริพาร
ก่อนจากกัน พระราชาตรัสถามว่า ทำไมท่านจึงอยู่โดดเดี่ยวตัวเดียว ไม่มีญาติมิตรบ้างหรือ

กระทิงกราบทูลว่า ข้าแต่สมมุติเทพ ข้าพระพุทธเจ้าเป็นกระทิงโพธิสัตว์ มีญาติมิตรบริวารมากมาย แต่วันนี้ออกหากินแลเล็มหญ้าอยู่ตามลำพัง จนถูกล่าสังหารแทบเอาชีวิตไม่รอด

ข้าพเจ้าพึ่งทราบ ขอได้โปรดประทานอภัยด้วย ขออย่าได้เป็นเวรเป็นกรรมเลย พระราชาตรัสพร้อมกับยกพระหัตถ์นมัสการกระทิงโพธิสัตว์ แล้วตรัสต่อไปว่า

แต่ก่อนข้าพเจ้าคิดแต่จะสังหารผลาญชีวิต โดยไม่คำนึงถึงความเดือดร้อน บาดเจ็บและล้มตายของสัตว์อื่น ครั้นเหตุการณ์คับขันอันตรายมาถึงแก่ตัวจึงได้คิด ข้าแต่พญากระทิง ขอท่านได้โปรดไปอยู่ในพระนครด้วยกันเถิด จะแบ่งราชสมบัติให้ครอบครองอย่างผาสุก

-----------------------------
แหล่งข้อมูล : นิทานชาดก ชุด สัตว์ป่าหิมพานต์
เขียนโดย: นาวาเอกแพง อ่อนลออ
ภาพโดย: ธนารัชต์ โสตะจินดา

น้ำใจกระทิง(03)

น้ำใจกระทิง(03)



เป็นพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้ แต่ขอกราบทูลให้ทรงทราบฝ่าพระบาทว่า ข้าพระองค์เป็นเพียงสัตว์ดิรัจฉาน เกินวิสัยที่จะครองราชย์สมบัติ ถ้ายังจะโปดเกล้าฯ อาลัยในตัวข้าพเจ้า ขอให้ทรงปรดสมาทานรักษาเบญจศีล และขอได้โปรดตรัสชวนข้าราชบริพารให้สมาทาน และยึดมั่นในเบญจศีลนั้นเถิด
พญากระทิงกราบทูลแล้ว จึงขอพระราชทานพระบรมราชานุญาต กลับไปสู่ป่าหิมพานต์อันเป็นที่อยู่ของตน

พระราชาทรงอำลาพญากระทิงมหาข้าราชบริพาร โดยไม่ได้ทรงเล่าเหตุที่เกิดขึ้นให้ใครฟังเลย รีบเสด็จกลับพระราชนิเวศน์ ทรงรับสั่งให้ประกาศราชกฤษฎีกาว่า ขอให้ประชาราษฏร์จงพากันสมาทานยึดมั่นอยู่ในศีล 5 โดยทั่วกัน

เพราะความซาบซึ้งในบุญคุณของพญากระทิงฝังแน่นอยู่ในพระทัยอย่างไม่ลืมเลือน วันหนึ่งก่อนบรรทมพระราชาทรงรำพึงรำพันออกมาเป็นคำพูดจนบรรทมหลับไป ครั้นตอนเช้าทรงตื่นจากบรรทมก็ยังทรงรำพึงรำพันอยู่ว่า
อันกระทิงวิ่งหายไปในป่า ถูกตามล่าสังหารซมซานหนี
เอาตัวรอดปลอดภัยได้ชีวี  ยังกลับมีเมตตามาช่วยเรา
คนใจพาลโทสาพยาบาท  เที่ยงพิฆาตปลดปลิดชีวิตเขา
ไม่คิดถึงความชั่วเพราะมัวเมา กรรมมีเข้าถึงใครถึงได้คิด
เดรัจฉานอยู่ไพรกินใบหญ้า  มีปัญญารู้ซึ้งถึงถูกผิด
เอ็นดูเราช่างฉลาดเหมือนญาติมิตร  อ้ชีวิตคิดมาน่าจาบัลย์
อันความตายใครเล่าเขาจะชอบ  เพียงประกอบด้วยโรคก็โศกศัลย์
แม้รู้ว่าต้องตายวายชีวัน  คราวขับขันรู้แน่แก่หัวใจ
ทรัพย์ลาภยศบริวารอันอุ่นหนา  จะได้มาโดยฝันนั้นหาไม่
ต้องประกอบเหตุดีให้มีไว้  ย่อมหลั่งไหลมาสู่ผู้ทำดี.

วันนั้นมีราชการจำเป็นจะต้องกราบทูลให้ทรงทราบ อำมาตย์จึงเดินทางไปเพื่อเข้าเฝ้า พอดีถึงประตูพระตำหนัก ได้ยินเสียงของพระราชาจึงหยุดฟังอยู่ข้างนอก พองียบสียงรำพันจึงเคาะประตู

พระราชาทรงทราบว่าขณะนั้นเป็นเวลาที่อำมาตย์จะเข้าเฝ้า จึงตรัสเชิญให้ไปข้างใน อำมาตย์ถวายบังคมแล้วกราบทูลว่า
ข้าแต่สมมุติเทพ ข้าพระองค์พึ่งทราบเกล้าเดี๋ยวนี้เองว่า วันก่อนนี้มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นกับพระองค์ ขณะที่เสด็จประพาสล่าเนื้อในป่า
รู้ได้อย่างไร วันนั้นท่านติดตามเราไปด้วยหรือ
ไม่ได้ไป พระเจ้าข้า
ใครเล่าให้ท่านฟัง
------------------------------------

แหล่งข้อมูล : นิทานชาดก ชุด สัตว์ป่าหิมพานต์
เขียนโดย: นาวาเอกแพง อ่อนลออ
ภาพโดย: ธนารัชต์ โสตะจินดา

น้ำใจกระทิง(04)

น้ำใจกระทิง(04)




ไม่มี พระเจ้าข้า
ถ้าอย่างนั้น ท่านรู้เรื่องได้อย่างไร
กำหนดใจความจากที่ได้ยินคำรำพันของพระองค์
พระราชาทรงชมเชยในความฉลาดและการช่างสังเกตของอำมาตย์ จึงทรงเล่าเรื่องราวให้ฟังโดยละเอียด
จะกล่าวถึงท้าวสักกเทวราช ผู้เสวยเทพสมบัติในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ทุกวันจะทรงสำรวจตรวจสอบเทพบริวารเป็นประจำ วันนั้นทอดพระเนตรเห็นเทพบุตรและเทพธิดาหน้าใหม่จำนวนมาก ครั้นสอดส่องด้วยทิพเนตร ก็ทรงทราบว่าเป็นเพราะพระเจ้ากรุงพาราณสีได้ตรัสเตือนให้ประชาชนสมาทานรักษาเบญจศีล เมื่อประชาชนแตกตายทำลายขันธ์จากมนุษยโลกแล้ว จึงไปบังเกิดในสวรรค์เป็นจำนวนมาก และทรงทราบด้วยว่า ขณะนี้พระเจ้าพาราณสีกำลังเสด็จไปพระราชอุทยานจะทดลองยิงเป้า จึงเสด็จลงจากเทวโลกไปสู่พระราชอุทยาน
ขณะที่พระเจ้าพาราณสีทรงหยิบลูกศรวางที่แล่งเล็งไปที่เป้าโก่งสายยิง ท้าวสักกะจึงเนรมิตเป็นกระทิงทองให้ปรากฏอยู่ตรงหน้า ครั้นพระราชาทอดพระเนตรเห็นจึงลดคันศรลง ตรัสสั่งให้อำมาตย์นำไปเก็บไว้
ขณะนั้นท้าวสักกะได้เข้าสิงร่างอำมาตย์ให้ทูลพระราชาว่า
ข้าแต่สมมุติเทพ พระองค์ทรงโก่งสายศร พร้อมจะปล่อยลูกศรไปแล้ว ทำไมจึงทรงเลิกยิงเสียเล่า พระเจ้าข้า
เราเห็นนิมิต เป็นลางเตือนใจ พระราชาตรัส
นิมิตอะไร พระเจ้าข้า
เราแลเห็นเป็นภาพกระทิง ยืนอยู่หน้าแท่นเป้า
นั่นแหละยิ่งดี เนื้อกระทิงเป็นอาหารที่อร่อยมาก
ท่านพูดอะไร อำมาตย์ บอกแล้วว่าเรายิงไม่ได้
ทำไม พระเจ้าข้า กำลังพระวรกายก็พร้อม คันศรและลูกศรก็พร้อม ยังบกพร่องอยู่ก็แต่กำลังใจ ขอให้แข็งพระทัยยิงเถอะ จะได้ทดสอบด้วยฝีพระหัตถ์ยังแม่นยำเหมือนเดิมหรือไม่
เลิกพูดเถอะ อำมาตย์ ถึงอย่างไร เราก็ไม่ยิง
ถ้าพระองค์เลิกยิง อันตรายอันใหญ่หลวงจะเกิดขึ้น พระองค์อาจสวรรคต ราชบุตรราชธิดา หรือพระอัครมเหสีจะมีอันเป็นไป ราชสมบัติจะถึงความพินาศล่มจม ประชาชนจะเป็นกบฏ พระราชาต่างแดนจะมาชิงราชบัลลังก์
ถึงจะตาย หรือเหตุการณ์เลวร้ายอะไรจะเกิดขึ้นในแผ่นดิน เราก็ไม่สนใจต่อเรื่องเหล่านั้น ตั้งใจอยู่อย่างเดียวง่าจะรักษาคำสัตย์ที่ให้ไว้กับกระทิง เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับเรา สมัยที่เที่ยวล่าเนื้ออยู่ในป่าคราวนั้นเป็นบทเรียนสอนเราให้จำฝังใจไปตลอดชีวิต
ท้าวสักกะทรงทดลองเห็นความตั้งพระทัยแน่วแน่ของพระราชาแล้ว จึงละร่างอำมาตย์ ขึ้นไปปรากฏตัวบนอากาศ ทรงประกาศพระเกียติคุณของพระราชาว่า
พระเจ้าพาราณสี ทรงพระคุณอันประเสริฐ ทรงรักษาความซื่อตรง ไม่ประสงค์ร้ายต่อมิตร ขอพระองค์ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน ปกครองข้าราชบริพารโดยธรรม ขอทรงพระเกษมสำราญในบวรราชสมบัติจนชั่วนิรันดร์เถิด
------------------------------
แหล่งข้อมูล : นิทานชาดก ชุด สัตว์ป่าหิมพานต์
เขียนโดย: นาวาเอกแพง อ่อนลออ
ภาพโดย: ธนารัชต์ โสตะจินดา

ความรักของกินรี(01)

ความรักของกินรี(01)



ในอดีตกาลมีราชาองค์หนึ่งทรงพระนามว่า ภัลลาติกราช ทรงโปรดการล่าสัตว์ วันหนึ่งเสด็จจากพระนครพาราณสีพร้อมด้วยสุนัขไล่เนื้อที่ฝึกหัดดีแล้วสู่ป่าหิมพานต์ ถึงแม่น้ำสายหนึ่ง ลงจากม้าพระที่นั่งเสด็จเลาะเลียบไปตามหายทราย เรื่อยไปจนถึงคุ้งน้ำที่มีกระแสไหลผ่านกัน ทรงยิงเนื้อและหมูป่าที่ลงมากินน้ำได้ ทรงก่อไฟย่างเนื้อเสวยจนสำราญพระทัย

ต่อจากนั้นเสด็จขึ้นไปตามเนินเขาสูง ซึ่งมีธารน้ำเหมวดีไหลผ่าน ที่นี่เงียบสงบ น่ารื่นรมย์ สองฟากฝั่งมีพรรณไม้นานาชนิด ผลิดอกออกผล มีนกชุกชุม แมงภู่ผึ้งบินตอมเกสรมากมาย ธารน้ำเหมวดีเวลาน้ำขึ้นจะลึกประมาณหน้าอก เวลาน้ำลงจะตื้นเขินแค่หัวเข่าเดินข้ามไปมาได้สบาย มีกินนรผัวเมียคู่หนึ่งอาศัยอยู่ที่ที่นี่ด้วย

ขณะที่พระราชาเสด็จไปตามริมฝั่ง ทอดพระเนตรเห็นสัตว์ประหลาดสองตัว จึงส่งสัญญาณให้สุนัขพรานหมอบแอบรวมกลุ่มกัน ทรงหยุดสังเกตดูห่างๆเห็นสัตว์ผัวเมียคู่นั้นคลอเคลียหยอกล้อกอดจูบกันและก็ร้องไห้คร่ำครวญสะอึกสะอื้น บางทีก็หัวเราะบางทีก็ร้องไห้ ทรงสงสัยจึงเสด็จเข้าไปถามว่า
นี่สัตว์ประหลาด พวกเจ้าเป็นเผ่าพันธุ์อะไร
กินรีกราบทูลว่า พวกข้าพระพุทธเจ้าเป็นกินนร ตระกูลเนื้อ รูปร่างครึ่งคนครึ่งสัตว์
พวกเจ้าอาศัยอยู่ที่ไหน
อาศัยอยู่ป่า เที่ยวหากินตามแม่น้ำสามสาย คือ แม่น้ำมัลลคีรี แม่น้ำปัณฑรกะและแม่น้ำติกูฏะ วันนี้ออกหาอาหารมาถึงเขตเหมวดี พระเจ้าข้า
เราสังเกตเห็นพวกเจ้าแสดงความทุกข์ร้อนเหลือเกิน ร้องไห้ร่ำไรเหมือนกับเลือดตาจะกระเด็น มันเป็นอย่างไรเล่า
เพราะความรักใคร่อาลัยอาวรณ์กัน พระเจ้าข้า
อ้าว ก็เห็นพวกเจ้ารักกันดี สวมสอดกอดรัดกันอยู่สมใจนี่นา พูดจาก็น่ารักอ้อยอิ่งต่อกัน อยู่ดีๆก็กลับร้องไห้ขึ้นมาเฉยๆ มันอะไรกัน
ไม่อยากพลัดพราก แต่ก็จำต้องพรากกัน พระเจ้าข้า
จากกันไปไหน ตอนนี้ก็เห็นอยู่ด้วยกันมิใช่หรือ
จากกันมาแล้วตั้งคืนหนึ่ง พึ่งได้พบกันนี่แหละ พระเจ้าข้า
ตายแล้ว! จากกันคืนเดียว ทุกข์หนักหนาขนาดนี้เชียว เราจากวังมาตั้งนาน ไม่เห็นทุกข์ร้อนอะไร
เสียดาย พระเจ้าข้า
ทรัพย์สมบัติ เงินทอง ข้าวของหายไปใช่ไหมล่ะ
หามิได้ พระเจ้าข้า
พ่อแม่ล้มหายตายจากหรืออย่างไร
หามิได้ พระเจ้าข้า
ถ้าเช่นนั้น พวกเจ้าเสียดายอะไร
เสียดายความรักที่จากกันทั้งคืน ห่วงว่าความสดชื่นสมหวังจะไม่หวนคืนมาหาพวกข้าพระองค์อีก
--------------------------
แหล่งข้อมูล : นิทานชาดก ชุด สัตว์ป่าหิมพานต์
เขียนโดย: นาวาเอกแพง อ่อนลออ

ความรักของกินนรี(02)

ความรักของกินนรี(02)


รักใคร่ห่วงใยกันขนาดนั้นเชียว
ความรักความจริงใจของสามีภรรยาที่มีต่อกันอย่างแน่นแฟ้นแนบสนิท ไม่อยากจะให้มีสิ่งใดมาทำให้ต้องพลัดพรากจากกันเลย
พวกเจ้าจากกันเมื่อไร จึงได้เศร้าโศกาถึงเพียงนี้
เมื่อคืนที่ผ่านมานี่เอง พระเจ้าข้า
เป็นอย่างไร ลองเล่าให้เราฟังซิ
ขอเดชะ ตอนเย็นวานนี้ ขณะที่พวกหม่อมฉันเพลิดเพลินเดินหาอาหารชมป่าเขาลำเนาไพรใกล้ริมธารอย่างสุขใจอยู่นั้น สามีเดินนำหน้า หม่อมฉันเดินตามหลัง เห็นดอกไม้สวยงามบานสะพรั่งก็แวะเข้าไปเด็ดมาสอดแซมผม หวังจะให้สามีอภิรมย์ชมชื่น หยุดร้อยพวงมาลัยเตรียมไว้ให้สามีคล้องคอ เลือกเก็บแต่ดอกใหญ่ที่มีกลิ่นหอม สีสันสวยงามตระการตา เตรียมมาโปรยปุที่นอนให้อ่อนนุ่ม หาไม้จันทน์หอมมาฝนทาชโลมกายให้หอมกรุ่น จะได้นอนแนบแอบอิงกันอย่างมีความสุข ครั้นจัดเตรียมเสร็จสรรพ มองหาสามีก็เห็นว่าเขาข้ามแม่น้ำไปฝั่งโน้นแล้ว
ขณะนั้นเอง เมฆตั้งเค้า เกิดพายุฝนตกลงมาอย่างหนัก น้ำป่าจากภูเขาไหลมาอย่างฉับพลัน พัดพาเอาดอกไม้ไปจนหมดสิ้น น้ำก็เอ่อล้นขึ้นมาเต็มฝั่ง หม่อมฉันไม่กล้าข้าม เพราะกลัวกระแสน้ำพัดพาไป ได้แต่ยืนตากฝนทนหนาวหวาดหวั่นสะท้านกายร้องไห้อยู่ผู้เดียวอย่างน่าสงสาร
คืนนั้นทั้งคืน พวกหม่อมฉันอยู่คนละฟากฝั่ง ได้รับทุกข์ทรมานหนาวสั่น อดหลับอดนอน ได้เห็นหน้ากันทีละแวบเดียวก็ตอนฟ้าแลบ พอได้ยิ้มให้กัน เวลามืดมองไม่เห็นก็ได้แต่รำพันร้องไห้ คืนนั้นช่างยาวนานและเป็นคืนแห่งการทนทุกข์ทรมานขมขื่นเหลือที่จะพรรณนา
ครั้นรุ่งเช้าน้ำลดลง สามีจึงได้ข้ามมาหา หม่อมฉันเข้าไปสวมกอดพลอดรักด้วยความดีใจที่ได้กลับมาหากัน ครั้นหวนระลึกถึงความชอกช้ำลำเค็ญตอนพรากจากกันก็ร้องไห้ ในชาติก่อนพวกหม่อมฉันคงจะได้สร้างเวรกรรม ทำให้ใครเขาพลัดพรากจากกัน เกิดมาชาตินี้จึงได้รับกรรมเช่นนี้ ชีวิตนี้ยิ่งสั้น ทำไมจะต้องมาเหินห่างแรมร้างจากคู่รักด้วยเล่า พระเจ้าข้า
พวกเจ้ามีอายุนานสักเท่าไร
ร้อยปีเป็นอย่างสูง พระเจ้าข้า ตามธรรมดาพวกกินนรไม่ค่อยมีโรคร้าย ชีวิตจึงมีแต่ความสุขสมหวัง ตราบใดที่ยังมีชีวิตอยู่ ความกำหนัดรักใคร่ห่วงใยก็ยังมีอยู่ตามประสาของสัตว์โลก
พระราชาทรงสดับเกิดสลดพระทัย กลับได้พระสติสัมปชัญญะจึงดำริว่า
โอหนอ! ขนาดสัตว์เดียรัจฉาน ยังมีความรักห่วงใยอาลัยรัก ไม่อยากห่างเหินพลัดพรากจากกัน เราเป็นถึงกษัตริย์ มีเดชานภาพและอิสริยยศยิ่งใหญ่อย่างนี้ ยีงออกเที่ยวล่าเนื้อ ทำให้ผัวเมียแยกกัน ลูกพรากจากพ่อแม่ เป็นการกระทำที่ไม่สมควรประพฤติเลย
จึงตัดสินพระทัยเสด็จกลับพระนคร ทรงบำเพ็ญพระราชกุศล มีการถวายทานเป็นต้น ทรงสมาทานศีลเป็นนิตย์ ทรงพระเกษมสำราญในราชสมบัติตลอดพระชนม์ชีพ.

----------------------
แหล่งข้อมูล : นิทานชาดก ชุด สัตว์ป่าหิมพานต์
เขียนโดย: นาวาเอกแพง อ่อนลออ